การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

 

 

     

“การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” หน้าแรก ภาวะโลกร้อน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ ทรัพยากรป่าไม้ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม “การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” “การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ความหมายสิ่งแวดล้อม รูปธรรม (สามารถจับต้องและมองเห็นได้) และนามธรรม (ตัวอย่างเช่นวัฒนธรรมแบบแผน ประเพณี ความเชื่อ) มีอิทธิพลเกี่ยวโยงถึงกัน เป็นปัจจัยในการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ผลกระทบจากปัจจัยหนึ่งจะมีส่วนเสริมสร้างหรือทำลายอีกส่วนหนึ่ง อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ สิ่งแวดล้อมเป็นวงจรและวัฏสิ่งแวดล้อม คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมนุษย์ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต รวมทั้งที่เป็นจักรที่เกี่ยวข้องกันไปทั้งระบบ สิ่งแวดล้อมแบ่งออกเป็นลักษณะกว้าง ๆ ได้ 2 ส่วนคือ · สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ภูเขา ดิน น้ำ อากาศ ทรัพยากร · สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น ชุมชนเมือง สิ่งก่อสร้างโบราณสถาน ศิลปกรรม มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม มนุษย์มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างแนบแน่นในอดีตปัญหาเรื่องความสมดุลย์ของธรรมชาติตามระบบนิเวศยังไม่เกิดขึ้นมากนัก ทั้งนี้เนื่องจากผู้คนในยุคต้น ๆ นั้น มีชีวิตอยู่ใต้อิทธิพลของธรรมชาติ ความเปลี่ยนแปลงทางด้านธรรมชาติและสภาวะแวดล้อมเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงอยู่ในวิสัยที่ธรรมชาติสามารถปรับดุลย์ของตัวเองได้ กาลเวลาผ่านมาจนกระทั้งถึงระยะเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทศวรรษที่ผ่านมา (ระยะสิบปี) ซึ่งเรียกกันว่า “ทศวรรษแห่งการพัฒนา” นั้น ปรากฎว่าได้เกิดมีปัญหารุนแรงด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในบางส่วนของโลกและปัญหาดังกล่าวนี้ ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกันในทุกประเทศทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เช่น · ปัญหาทางด้านภาวะมลพิษที่เกี่ยวกับน้ำ · หาทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมสลายและหมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว เช่น น้ำมัน แร่ธาตุ ป่าไม้ พืช สัตว์ ทั้งที่เป็นอาหารและที่ควรจะอนุรักษ์ไว้เพื่อการศึกษา · ปัญหาที่เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานและชุมชนของมนุษย์ เช่น การวางผังเมืองและชุมชนไม่ ถูกต้อง ทำให้เกิดการแออัดยัดเยียด ใช้ทรัพยากรผิดประเภทและลักษณะ ตลอดจนปัญหาแหล่งเสื่อมโทรมและปัญหาจากของเหลือทิ้งอันได้แก่มูลฝอย การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

 

มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม 
มนุษย์มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างแนบแน่นในอดีตปัญหาเรื่องความสมดุลย์ของธรรมชาติตามระบบนิเวศยังไม่เกิดขึ้นมากนัก ทั้งนี้เนื่องจากผู้คนในยุคต้น ๆ นั้น มีชีวิตอยู่ใต้อิทธิพลของธรรมชาติ ความเปลี่ยนแปลงทางด้านธรรมชาติและสภาวะแวดล้อมเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงอยู่ในวิสัยที่ธรรมชาติสามารถปรับดุลย์ของตัวเองได้
กาลเวลาผ่านมาจนกระทั้งถึงระยะเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทศวรรษที่ผ่านมา (ระยะสิบปี) ซึ่งเรียกกันว่า “ทศวรรษแห่งการพัฒนา” นั้น ปรากฎว่าได้เกิดมีปัญหารุนแรงด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในบางส่วนของโลกและปัญหาดังกล่าวนี้ ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกันในทุกประเทศทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา

http://202.28.94.60/webcontest/2551/g36/main5.html

วันพ่อแห่งชาติ 2554

วันพ่อ 5 ธันวามหาราช วันพ่อแห่งชาติ กลอนวันพ่อ เพลงวันพ่อ เพลงพ่อ เพลงเกี่ยวกับพ่อ

วันพ่อแห่งชาติ

วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต
นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริ่เริ่ม 

[เพลงพ่อ เพลงเกี่ยวกับพ่อ เพลงวันพ่อ คลิกที่นี่ ] [กลอน กลอนวันพ่อ กลอนพ่อ กลอนสำหรับพ่อ คลิกที่นี่] 

ความเป็นมาวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวา ( วันพ่อ )
         5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางราชการได้กำหนดให้เป็นวันหยุดราชการหนึ่งวัน เพื่อให้ประชาชนชาวไทย ได้ร่วมกันเฉลิมฉลองในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ถือเป็นวันพ่อแห่งชาติ อีกวันหนึ่งด้วย วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความเป็นมาของวันสำคัญ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น นครบอสตัน สหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์วิทท์มอร์ เป็นผู้ถวายการประสูติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 9 แห่งบรมจักรีวงศ์ กรุงรัตนโกสินทร์ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจและเจริญพระราชจริยาวัตรเป็นเอนกประการ จำเนียรกาลผ่านมาถึงปัจจุบันที่สุดจะพรรณนาให้ครบถ้วนได้ ท่ามกลางมหาสมาคมวันพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก ทรงมีกระแสพระราชดำรัสที่พสกนิกรทุกคนยังจดจำได้ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม” อันคำว่าโดย “ธรรม” นั้น ทรงหมายถึง ธรรมอันล้ำเลิศที่เรียกว่า “ทศพิธราชธรรม” หรือที่เรียกกันโดยสามัญว่า “ราชธรรม 10 ประการ” ราชธรรม 10 ประการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยึดมั่นทรงปฎิบัติโดยเคร่งครัด และส่งผลถึงพสกนิกรทั่วพระราชอาณาจักรนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเหนือเกล้าฯวันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริ่เริ่ม หลักการและเหตุผลในการจัดตั้งวันพ่อ โดยที่พ่อเป็นผู้มีพระคุณที่มีบทบาทสำคัญ ต่อครอบครัวและสังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสมควรที่สังคมจะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็น “วันพ่อแห่งชาติ” ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างนานัปการ ทรงเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงรักใคร่และห่วงใยตั้งแต่พระเยาว์จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งพระเจ้าหลานเธอทุกพระองค์ต่างซาบซึ้งและปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิรู้ลืม พระองค์ทรงเป็น “พ่อ” ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา ทรงห่วงใยอย่างหาที่เปรียบมิได้
กิจกรรมที่ควรปฎิบัติในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
1.ประดับธงชาติที่อาคารบ้านเรือน
2.จัดพิธีศาสนสงฆ์ ทำบุญใส่บาตร อุทิศเป็นพระราชกุศล น้อมเกล้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล
3.จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
วัตถุประสงค์ของการจัดวันพ่อแห่งชาติ
1. เพื่อเทิดทูนพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
2. เพื่อเทิดทูนพระคุณของพ่อ และยกย่องบทบาทของพ่อที่มีต่อครอบครัวและสังคม
3. เพื่อให้ลูกได้แสดงความกตัญญูต่อพ่อ
4. เพื่อให้ผู้เป็นพ่อได้สำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบของตน
บทร้อยกรองเทิดพระเกียรติ
     อันราชาเลี้ยงรักษาซึ่งทวยราษฎร์
ควรที่บุตรสุดที่รักจักจุนเจือ
ประดุจเป็นปิตุราชอยู่ทุกเมื่อ
พระคุณนั้นให้อะเคื้อด้วยภักดี
กลอนวันพ่อ #1
     ทุกบุปผา มาลัยคือใจราษฎร์
พระ คือ บิดาข้าแผ่นดิน
ลุ ๕ ธันวามหาราช
พระเปี่ยมล้นด้วยเมตตาเอื้ออาทร
ภักดีบาทองค์บพิตรเป็นนิจสิน
ร่วมร้อยรินมาลัยถวายพระพร
“วันพ่อแห่งชาติ” คือองค์อดิศร
พสกนิกรเป็นสุขทุกคืนวัน
กลอนวันพ่อ #2
     พ่อคนนี้คนดีเป็นที่หนึ่ง
จะทำดีโดยไม่ต้องรีรอ 
คิดคำนึงถึงพ่อคนนี้หนอ
ลูกจะขอให้พ่อมีสุขเอย
5 ธันวา วันพ่อ ก่อเกิดสุข สร้างเสริมลูก เผ่าไทย ขยายผล
ลูกขอกราบ แทบเท้า เอามงคล ลูกทุกคน รักพ่อ ขอแทนคุณ
งานพ่อหนัก ลูกประจักษ์ ในดวงจิต ขออุทิศ กายใจ สนับสนุน
ลูกทุกคน รักพ่อ พร้อมเทิดทูน ขอเนื้อบุญ จงบันดาล ผสานใจ
ทั่วแผ่นดิน ถิ่นแคว้น แดนเหนือใต้ ทรงห่วงใย เสริมสร้าง ทางสดใส
ให้รักษ์น้ำ รักษ์ดิน ตราบสิ้นใจ ขาดสิ่งใด ก็ไร้ค่า พาเศร้าตรม
เมื่อดินดำ น้ำชุ่ม ไม่กลุ้มจิต สร้างชีวิต เสริมชีวา พาสุขสม
สุขภาพดี ถ้วนหน้า ธันวาคม ชาวโลกชม พ่อไทย จากใจจริง
สัญลักษณ์ วันพ่อแห่งชาติ
ดอกพุทธรักษา
ดอกประจำวันพ่อ

ดอกพุทธรักษา

วันสำคัญอื่นๆ
วันลอยกระทง
– วันพ่อแห่งชาติ
– วันคริสต์มาส
– วันขึ้นปีใหม่
– วันครู
– วันวาเลนไทน์
– วันสงกรานต์
– วันสุนทรภู่
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
เพลงวันพ่อ
– กลอนวันพ่อ
– ส่งการ์ดให้พ่อ

การผลิตเอทานอลจากอ้อย

อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ มีพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 6.0 ล้านไร่ ในปี 2548-49  ประเทศไทยผลิตน้ำตาลได้ 4.83 ล้านตัน ได้น้ำตาลกิโลกรัมต่อต้นอ้อย 103.6 และได้กากน้ำตาลกิโลกรัมต่อต้นอ้อย 45.18  อ้อยปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมดเท่ากับ 46.69 ล้านตัน (อรรถสิทธิ์, 2549)  ปกติโรงงานน้ำตาลสามารถหีบอ้อยได้ ประมาณ .75 ล้านตัน  ซึ่งขณะนี้อ้อยยังไม่พอเข้าโรงงาน อย่างไรก็ตามในปี 2548/49  ไทยผลิตน้ำตาลได้ 4.83 ล้านตัน บริโภคภายในประเทศ 2.10 ล้านตัน  ส่งออก 2.73 ล้านตัน ได้กากน้ำตาล 2.11 ล้านตัน  ซึ่งในการผลิตเอทานอลจากอ้อยนั้น ทำได้ 2 วิธีการคือ
1.   ใช้น้ำอ้อยจากอ้อยสด นำน้ำอ้อยไปหมักร่วมกับยีสต์  อ้อยสด 1 ตัน ได้เอทานอล 70 ลิตร ในขณะเดียวกันหากนำอ้อยมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลอาจเกิดปัญหาวัตถุดิบไม่เพียงพอได้  นอกจากนี้แล้วนำอ้อยมาผลิตเอทานอลยังมีข้อจำกัดในด้านการปลูกและการตัดส่งโรงงานได้เพียงปีละไม่เกิน 5 เดือน  ก็มีปัญหาในการผลิตเอทานอลโดยตรงจากอ้อย  นอกจากนี้การนำอ้อยมาใช้เป็นวัตถุดิบยังต้องคำนึงถึงปัญหาในเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาลตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย 2527 ด้วย
จะเห็นได้ว่าการใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลมีข้อจำกัด  อย่างไรก็ตามการผลิตเอทานอลจากอ้อยอาจถูกนำมาพิจารณาดำเนินการในช่วงราคาน้ำตาลตกต่ำ  ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของโรงงานน้ำตาล และถ้าหากไม่ต้องการเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูก  การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นจะเป็นทางหนึ่งช่วยให้ปริมาณอ้อยมาใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงานเอทานอล และให้ช่วยให้เกิดผลดีในแง่ต้นที่ต่ำลงของอ้อยผลิตเอทานอล (นิรนาม, 2545)
2.   การใช้กากน้ำตาล  ใช้กากน้ำตาลหมักร่วมกับยีสต์โดยใช้กากน้ำตาล 1 ตัน สามารถผลิตเอทานอลได้ 260 ลิตร  กากน้ำตาล (Molasses) เป็นผลพลอยได้ หากอุตสาหกรรมน้ำตาลโดยทั่วไปอ้อย 1 ตัน  จะได้กากน้ำตาลประมาณ 45-50 กิโลกรัม/ตัน  อ้อยปริมาณผลิตแต่ละปีไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของอ้อย ปริมาณกากน้ำตาลในปี 2548-49  ได้ปริมาณกากน้ำตาลประมาณ 2.11 ล้านตัน  กากน้ำตาลที่ผลิตได้จะใช้บริโภคภายในประเทศและส่งออก  การใช้ภายในประเทศส่วนใหญ่จะใช้ในอุตสาหกรรมผลิตสุราและแอลกอฮอล์  อีกทั้งยังใช้อุตสาหกรรมผลิตยีสต์ ซีอิ้ว และผงชูรส
ในอนาคตคาดว่าการใช้กากน้ำตาลภายในประเทศจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น  เนื่องจากจะมีโครงการผลิตแอลกอฮอล์ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอีกหลายโครงการ
เอทานอล (Ethanol)  หรือเอทิแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol)  คือ แอลกอฮอล์ที่ได้จากกระบวนการหมัก (Fermentation)  พืชทุกชนิดที่มีแป้ง (starch)  ได้แก่ มันสำปะหลัง มันเทศ บีทรูทและธัญพืชต่าง ๆ เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง  รวมทั้งพืช ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมผลไม้ที่มีรสหวาน ได้แก่ อ้อย ต้นข้าวฟ่างหวาน ลิ้นจี่ ลำไย สับปะรด และกากน้ำตาล (Molasses)  เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ได้พยายามนำวัสดุเหลือทิ้งและเหลือใช้ (wastes and residues)  จากอุตสาหกรรมเกษตร เช่น เซลลูโลส และเฮมิเซลลูโลส  ซึ่งเป็นชิ้นส่วนองค์ประกอบของพืช เช่น ต้น ก้านใบ ได้แก่ เศษไม้จากโรงเลื่อย ขี้เลื่อย แกลบ  ซังข้าวโพด มาผลิตเอทานอล  ตารางเปรียบเทียบปริมาณเอทานอลที่ได้จากวัตถุชนิดต่าง ๆ มีดังนี้
วัตถุดิบ                      95% เอทานอล[ลิตร ]
–            กากน้ำตาล 1 ตัน                       260
–            อ้อย 1 ตัน                                   70
–            หัวมันสด 1 ตัน                          180
–            ข้าวฟ่าง 1 ตัน                             70
–            ธัญพืช (ข้าว ข้าวโพด) 1 ตัน      375
–            น้ำมันมะพร้าว 1 ตัน                   83

ประโยชน์ของต้นอ้อย

 (D)

ประโยชน์ของต้นอ้อย
ต้นอ้อย … ใช้ควั่น ขบเคี้ยว หีบกินน้ำหวาน ใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่นอาหารช้าง ใช้ในงานพิธีกรรมตามประเพณี เช่น ยกขันหมาก ยกเสาเอกปลูกบ้าน ฯลฯ
น้ำอ้อย … ใช้รับประทาน ทำน้ำส้มสายชู ทำแอลกอฮอล์ ทำเหล้า ทำน้ำเชื่อม ซีรัพต่างๆ ผสมอาหารและยา และแน่นอน ใช้ผลิตเป็น น้ำตาลต่างๆ เช่นน้ำตาลทรายแดง น้ำตาลดิบ น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์
กากอ้อย … ใช้ทำเชื้อเพลิง ผลิตกระดาษต่างๆ กระดาษห่อของ กระดาษพิมพ์ กระดาษชำระ กล่องกระดาษ กระดาษอัด ทำฝ้า เพดาน เฟอร์นิเจอร์ ผสมกับอิฐก่อสร้าง ฯลฯ
กากน้ำตาล … ใช้ผลิตส่าเหล้า แป้งทำเหล้า ทำแอลกอฮอล์ ผลิตสุรา ผงชูรส ผลิตน้ำแข็งแห้ง ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ชนิดเหลว ยารักษาโรค และผสมกับกากอ้อย ทำอาหารสัตว์ ฯลฯ
กากขี้ตะกอนหม้อกรอง (จากกรรมวิธีการผลิตน้ำตาล) … ใช้ทำปุ๋ยต้นไม้ ทำแก๊สธรรมชาติ เพาะเห็ด
ขี้ผึ้งต้นอ้อย … ใช้ทำยาขัดรองเท้า

ประโยชน์ของชานอ้อย

ประโยชน์ของชานอ้อยในการผลิตสาร ซีเอ็มซี

ศรีไฉล ขุนท     อ้อย เป็นพืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญของประเทศไทย โดยเป็นวัตถุดิบหลัก ในอุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลทราย ชานอ้อยส่วนใหญ่ ได้ถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง สำหรับการต้มน้ำ และเดินเครื่องจักรตามโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ได้มีผู้คิดค้นหาวิธีนำชานอ้อย ไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น การผลิตเยื่อและกระดาษ อย่างไรก็ตามการใช้ชานอ้อย เป็นเชื้อเพลิงก็ยังจัดว่า เป็นการใช้ประโยชน์ที่ไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร และกระดาษที่ผลิตขึ้นจากชานอ้อย ก็ยังอยู่ในเกณฑ์คุณภาพต่ำ เนื่องจากกระบวนการเตรียมเยื่อ ได้ทำให้ความแข็งแรงของเส้นใยลดลงไปจากเดิม

    แนวทางหนึ่งของการวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์ จากชานอ้อยให้คุ้มค่าที่สุดก็คือ การมองในแง่ของแหล่งเซลลูโลส ซึ่งจากการวิจัยที่ผ่านมานั้น พบว่า ชานอ้อยเป็นวัตถุดิบที่น่าสนใจ สำหรับการผลิตเซลลูโลสคุณภาพสูง เนื่องจากมีราคาถูก และมีสมบัติทางเคมีที่ดี ปัจจุบันอุตสาหกรรมต่างๆ ได้นำเซลลูโลสไปใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการผลิตอนุพันธ์ของเซลลูโลส ซึ่งมีอยู่มากมายหลายชนิด และมีกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้คุณภาพของอนุพันธ์ ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัตถุดิบเป็นสำคัญ อนุพันธ์ชนิดหนึ่งของเซลลูโลส ที่มีการใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวาง ในปัจจุบันก็คือ คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส หรือที่เรียกกันว่า ซีเอ็มซี (carboxymethylcellulose, CMC) ซึ่งจัดเป็นโพลิเมอร์ที่ละลายน้ำได้ วิธีการสังเคราะห์ซีเอ็มซีทำได ้โดยการนำเซลลูโลส มาทำปฏิกิริยากับ โซเดียมไฮดรอกไซด์ และกรดโมโนคลอโรแอซีติก ผลิตภัณฑ์ซีเอ็มซีที่สังเคราะห์ ได้จากชานอ้อยมีสมบัติคือ เป็นสารที่เพิ่มความหนืด และช่วยในการยึดเกาะ ละลายได้ในน้ำ ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ ไม่เปลี่ยนแปลงความหนืด เมื่อทิ้งไว้นานๆ ทำหน้าที่เป็นตัวคงสภาพ สารแขวนลอยและสารยึดเกาะ ให้ฟิล์มที่ใสและแข็งแรง ไม่ละลายในน้ำมัน ไขมันและสารอินทรีย์ มีความคงทนต่อสารเคมี และเชื้อจุลินทรีย์สูงกว่าสารธรรมชาติ ไม่เปลี่ยนแปลงสมบัติแม้เก็บไว้เป็นเวลานาน และเป็นสารที่มีแคลอรีต่ำ

    ปัจจุบันพบว่ามีการนำซีเอ็มซีไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ดังนี้ อุตสาหกรรมผงซักฟอก อาหาร การขุดเจาะ, สิ่งทอ กระดาษ ยาและเวชภัณฑ์ สีทา เซรามิก กาว และมีแนวโน้มที่จะขยายตัว ในด้านอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่ม ที่มีแคลอรีต่ำเพื่อการลดน้ำหนัก นอกจากนี้ยังนำซีเอ็มซีไปใช้ ในอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก เช่น อุตสาหกรรมไม้อัด ซีเมนต์ ลวดเชื่อมไฟฟ้า ดินสอ วัตถุระเบิด บุหรี่ หนัง ยาง เครื่องสำอางค์ ของใช้ประจำบ้าน ได้แก่ ยาสีฟัน โฟมล้างหน้า โลชั่นและอื่น ๆ ซึ่งควรจะมีการศึกษาต่อไป

 

การซื้ออ้อย

การซื้อตามน้ำหนัก

           ก. การซื้อตามน้ำหนัก  วิธีนี้กำหนดราคาตายตัวตามน้ำหนักซึ่งคิดเป็นตัน ส่วนราคาจะเป็นเท่าใดนั้นก็แล้วแต่จะตกลงกันเป็นปีๆ ไป ระหว่างชาวไร่และโรงงานโดยมีรัฐบาลเป็นตัวกลางหรือเป็นผู้ชี้ขาด  ในรอบ ๓ ปีที่ผ่านมาได้ตกลงราคาตันละ ๓๐๐ บาท  วิธีนี้นับว่าสะดวกดี แต่ไม่เป็นธรรม ตามทฤษฎีการซื้อขายวิธีนี้ไม่ว่าอ้อยจะมีคุณภาพหรือความหวานเท่าใดก็จะต้องได้ราคาเท่ากัน  แต่ในทางปฏิบัติชาวไร่มักจะถูกโรงงานบางโรงตัดราคาอ้อยถึงตันละ ๑๐-๒๐ บาท  โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนแต่อย่างใด  สาเหตุที่โรงงานมักจะยกเป็นข้ออ้างในการตัดราคาอ้อยมีหลายประการ  เช่น  อ้อยอ่อน  อ้อยยอดยาว  อ้อยสกปรก  อ้อยไหม้ไฟหรืออ้อยค้างหลายวัน เป็นต้น  การซื้อขายวิธีนี้ชาวไร่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ  เพราะอ้อยที่โรงงานถือว่ามีคุณภาพต่ำจะถูกตัดราคา แต่มิได้เพิ่มราคาให้สำหรับอ้อยที่มีคุณภาพสูง  โรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทย ๓๘ โรงในจำนวน ๔๓  โรงที่เปิดทำการในปี  ๒๕๒๐-๒๑ซื้ออ้อยโดยวิธีนี้  แต่ก็เป็นที่น่ายินดีว่าทางราชการมีโครงการที่จะเปลี่ยนจากการซื้อตามน้ำหนักไปเป็นการซื้อตามคุณภาพทั้งประเทศภายในเร็วๆ นี้ [กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ซื้อตามคุณภาพ

          ข. ซื้อตามคุณภาพ    การซื้อขายอ้อยถ้าจะกล่าวให้ตรงกับความเป็นจริงก็คือ   การซื้อขายน้ำตาลที่มีอยู่ในอ้อยนั้นนั่นเอง  ดังนั้นอ้อยที่มีน้ำตาลมากกว่าก็ควรจะได้ราคาสูงกว่า ในทางกลับกันอ้อยที่มีน้ำตาลน้อยว่าก็ควรจะได้ราคาต่ำกว่า   ดังนี้เป็นต้น   จึงนับว่าวิธีการซื้อตามคุณภาพเป็นธรรมทั้งแก่ชาวไร่และโรงงาน           ในฤดูหีบปี  พ.ศ. ๒๕๒๐-๒๑ จากโรงงานที่เปิดทำการทั้งหมด ๔๓ โรงมีเพียง ๕ โรงเท่านั้นที่ซื้ออ้อยตามคุณภาพ ในจำนวนนี้เป็นของรัฐวิสาหกิจเสีย  ๔ โรง  คือ โรงงานน้ำตาลไทยลำปาง  โรงงานน้ำตาลไทยอุตรดิตถ์  โรงงานน้ำตาลสุพรรณบุรีและโรงงงานน้ำตาลชลบุรี  ส่วนอีกโรงหนึ่ง คือ โรงงานน้ำตาลมหาคุณ  ซึ่งเป็นของเอกชนตั้งอยู่ที่จังหวัดสิงห์บุรี           การซื้ออ้อยตามคุณภาพโดยทั่วไปมีหลายระบบ  แต่ประเทศไทยใช้ระบบ ซีซีเอส (C.C.S.)ซึ่งเป็นระบบของประเทศออสเตรเลีย ซีซีเอส ย่อมาจากคำเต็มว่า  Commercial Cane Sugar หมายถึง “ปริมาณของน้ำตาลซูโครสที่มีอยู่ในอ้อยจำนวนหนึ่ง ซึ่งสามารถสกัดออกมาได้ในรูปของน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์  โดยโรงงานที่มีมาตรฐานสมมุติซึ่งสูงมาก” ดังนั้น  ซีซีเอส  จึงเป็นค่า  “ตามทฤษฎี”  เท่านั้นทั้งนี้เพราะไม่สามารถที่จะหาโรงงานที่มีประสิทธิภาพร้อยละ ๑๐๐ ได้นั่นเอง เพื่อให้เข้าใจง่าย  ซีซีเอส หมายถึงค่าร้อยละของน้ำตาลซูโครส  ที่ผลิตได้จากอ้อยจำนวนหนึ่งเช่นอ้อยที่มี ซี ซี เอส ๑๐ หนัก ๑ ตัน (๑,๐๐๐ กิโลกรัม)  จะสามารถให้น้ำตาลซูโครสได้สูงสุด  ๑๐๐ กิโลกรัม ในทำนองเดียวกันอ้อยที่มี  ซีซีเอส  ๙และ  ๑๑ หนัก ๑ ตันเท่ากัน จะให้น้ำตาลซูโครสสูงสุด ๙๐ และ ๑๑๐ กิโลกรัม ตามลำดับ ในการหาค่า  ซีซีเอส นั้น  จะต้องทราบค่า วิเคราะห์ทางคุณภาพ  ๓ อย่างของอ้อย คือ          ๑.  ค่าบริกซ์ *๑(Brix) ในน้ำอ้อยจากลูกหีบแรก          ๒. ค่าโพล *๒(Pol) ในน้ำอ้อยจากลูกหีบแรก          ๓. ค่าร้อยละของชานอ้อยหรือไฟเบอร์(Fiber) ในอ้อยนั้น
จากนั้น ก็นำค่าที่ได้มาคำนวณหา ซีซีเอสต่อไปตามลำดับดังนี้          ก. หาค่าบริกซ์ในอ้อยจากการวิเคราะห์ทางคุณภาพอ้อย  ตามข้อ (๑) นั้นได้ค่าบริกซ์ในน้ำอ้อย  ซึ่งจะต้องเปลี่ยนเป็นค่าบริกซ์ในอ้อย จากสูตร                    ข. หาค่าโพลในอ้อยค่าโพลที่ได้จากการวิเคราะห์คุณภาพอ้อยเป็นค่าโพลในน้ำอ้อย  ต้องเปลี่ยนเป็น ค่าโพลในอ้อย จากสูตร            โพลในอ้อย = โพลในน้ำอ้อย x ๑๐๐-(ไฟเบอร์+๕)                                                                 ๑๐๐
ค. หาค่าสิ่งเจือปนในอ้อย จากสูตรสิ่งเจือปนในอ้อย = บริกซ์ในอ้อย – โพลในอ้อย          ง. หาค่า ซีซีเอส จากสูตร           หรืออาจจะใช้ค่าที่ได้จากการวิเคราะห์ทาง คุณภาพของอ้อยตามที่กล่าวข้างบนมาคำนวณ ซีซีเอส โดยตรง จากสูตร                     การซื้ออ้อยตาม ซีซีเอส นี้ ราคาต่อตันของอ้อยจะผันแปรไปตามค่า ซีซีเอส  ของอ้อยโดยทั่วไป  โรงงานกำหนด  ซีซีเอส  ๑๐ เป็นมาตรฐาน ส่วนราคานั้นเป็นไปตามความตกลงที่ได้กล่าวแล้วในเรื่องการซื้ออ้อยตามน้ำหนัก  เช่น ถ้าตกลงราคาอ้อยตันละ ๓๐๐ บาท โรงงานจะจ่ายราคาอ้อยที่มี  ซีซีเอส ๑๐ ตันละ ๓๐๐ บาท เท่ากับที่ซื้อตามน้ำหนัก และเมื่อ ซีซีเอส เพิ่มขึ้นหรือลดลง  ราคาต่อตันของอ้อยก็จะเพิ่มขึ้นหรื้อลดลงตามส่วน การกำหนดราคาแต่ละหน่วยของ ซีซีเอส ที่สูงหรือต่ำกว่มาตรฐานนั้น ทางโรงงานเป็นผู้กำหนด เท่าที่ปรากฏเมื่อ ซีซีเอส สูงหรือต่ำกว่ามาตรฐาน ๑ หน่วยเช่น ซีซีเอส ๑๑ หรือ ๙ ราคาอ้อยก็จะสูงขึ้นหรือต่ำลงตันละ ๑๐-๒๐ บาท ดังนี้เป็นต้น

รถสำหรับตัดอ้อย

 

 

 

 

 

 

 

รายละเอียด :

รถตัดอ้อยเป็นเครื่องมือเก็บเกี่ยวอ้อยซึ่งใช้ในช่วงฤดูกาล         เก็บเกี่ยวอ้อย เข้าสู่โรงงานน้ำตาล โดยรถตัดอ้อยรุ่นนี้ เป็นรถตัดอ้อยแบบล้อยาง และเป็นชนิดตัดอ้อยเป็นท่อน ซึ่งเป็นชนิดที่นิยมใช้มากในประเทศไทย เนื่องจาก ลดความยุ่งยากในการจัดการการบรรทุกขนส่ง

ประโยชน์ :

ใช้ในการตัดอ้อยแบบอ้อยท่อน พร้อมทั้งมีตัดตัวยอด         และหางสะพานลำเลียงอ้อยขึ้นสู่รถตระกร้า หรือ         รถบรรทุกทันที ช่วยทดแทนแรงงานคน และ         ลดความยุ่งย่างในการจัดการกับแรงงานคน         ซึ่งช่วยให้สามารถกำหนดเป้าหมาย         และวางแผนการตัดอ้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการใช้งาน :
  • ใช้งานร่วมกับรถบรรทุก หรือรถตระกร้า โดยเวลาเปิดหัวแปลง         หรือการตัดใน 4 แถวแรก จะต้องตัดโดยให้รถบรรทุกตามหลัง         และรถตัดอ้อยโยกหางสะพานไว้ท้ายรถ เพื่อให้อ้อยลงพอดีกับ         รถบรรทุก
  • แถวต่อ ๆ ไปให้รองอ้อยจากหางสะพานโดยให้รถบรรทุก         ขับขนานไปกับรถตัดอ้อย
ความสามารถในการทำงาน :

ตัดอ้อยประมาณ 100 – 300 ตันต่อวัน

อัตราการสิ้นเปลือง :

ใช้น้ำมัน 1.5 – 2 ลิตรต่อไร่ / แรงงาน 1 – 2 คน

การบำรุงรักษา :
  • หลังการใช้งาน ทำการตรวจเช็คสภาพโดยรวมของรถ
  • สลับหรือเปลี่ยนลูกปืนเฟืองเกียร์
  • ตรวจสอบสภาพของโรลเลอร์ลำเลียง และอุปกรณ์ที่สึกหรอ
  • รวมทั้งเปลี่ยนถ่ายกรองน้ำมัน อัดจาระบี
  • หยอดน้ำมันหล่อลื่นตามจุดข้อต่อต่างๆ