Archive | มกราคม 14, 2012

การผลิตเอทานอลจากอ้อย

อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ มีพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 6.0 ล้านไร่ ในปี 2548-49  ประเทศไทยผลิตน้ำตาลได้ 4.83 ล้านตัน ได้น้ำตาลกิโลกรัมต่อต้นอ้อย 103.6 และได้กากน้ำตาลกิโลกรัมต่อต้นอ้อย 45.18  อ้อยปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมดเท่ากับ 46.69 ล้านตัน (อรรถสิทธิ์, 2549)  ปกติโรงงานน้ำตาลสามารถหีบอ้อยได้ ประมาณ .75 ล้านตัน  ซึ่งขณะนี้อ้อยยังไม่พอเข้าโรงงาน อย่างไรก็ตามในปี 2548/49  ไทยผลิตน้ำตาลได้ 4.83 ล้านตัน บริโภคภายในประเทศ 2.10 ล้านตัน  ส่งออก 2.73 ล้านตัน ได้กากน้ำตาล 2.11 ล้านตัน  ซึ่งในการผลิตเอทานอลจากอ้อยนั้น ทำได้ 2 วิธีการคือ
1.   ใช้น้ำอ้อยจากอ้อยสด นำน้ำอ้อยไปหมักร่วมกับยีสต์  อ้อยสด 1 ตัน ได้เอทานอล 70 ลิตร ในขณะเดียวกันหากนำอ้อยมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลอาจเกิดปัญหาวัตถุดิบไม่เพียงพอได้  นอกจากนี้แล้วนำอ้อยมาผลิตเอทานอลยังมีข้อจำกัดในด้านการปลูกและการตัดส่งโรงงานได้เพียงปีละไม่เกิน 5 เดือน  ก็มีปัญหาในการผลิตเอทานอลโดยตรงจากอ้อย  นอกจากนี้การนำอ้อยมาใช้เป็นวัตถุดิบยังต้องคำนึงถึงปัญหาในเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาลตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย 2527 ด้วย
จะเห็นได้ว่าการใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลมีข้อจำกัด  อย่างไรก็ตามการผลิตเอทานอลจากอ้อยอาจถูกนำมาพิจารณาดำเนินการในช่วงราคาน้ำตาลตกต่ำ  ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของโรงงานน้ำตาล และถ้าหากไม่ต้องการเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูก  การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นจะเป็นทางหนึ่งช่วยให้ปริมาณอ้อยมาใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงานเอทานอล และให้ช่วยให้เกิดผลดีในแง่ต้นที่ต่ำลงของอ้อยผลิตเอทานอล (นิรนาม, 2545)
2.   การใช้กากน้ำตาล  ใช้กากน้ำตาลหมักร่วมกับยีสต์โดยใช้กากน้ำตาล 1 ตัน สามารถผลิตเอทานอลได้ 260 ลิตร  กากน้ำตาล (Molasses) เป็นผลพลอยได้ หากอุตสาหกรรมน้ำตาลโดยทั่วไปอ้อย 1 ตัน  จะได้กากน้ำตาลประมาณ 45-50 กิโลกรัม/ตัน  อ้อยปริมาณผลิตแต่ละปีไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของอ้อย ปริมาณกากน้ำตาลในปี 2548-49  ได้ปริมาณกากน้ำตาลประมาณ 2.11 ล้านตัน  กากน้ำตาลที่ผลิตได้จะใช้บริโภคภายในประเทศและส่งออก  การใช้ภายในประเทศส่วนใหญ่จะใช้ในอุตสาหกรรมผลิตสุราและแอลกอฮอล์  อีกทั้งยังใช้อุตสาหกรรมผลิตยีสต์ ซีอิ้ว และผงชูรส
ในอนาคตคาดว่าการใช้กากน้ำตาลภายในประเทศจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น  เนื่องจากจะมีโครงการผลิตแอลกอฮอล์ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอีกหลายโครงการ
เอทานอล (Ethanol)  หรือเอทิแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol)  คือ แอลกอฮอล์ที่ได้จากกระบวนการหมัก (Fermentation)  พืชทุกชนิดที่มีแป้ง (starch)  ได้แก่ มันสำปะหลัง มันเทศ บีทรูทและธัญพืชต่าง ๆ เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง  รวมทั้งพืช ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมผลไม้ที่มีรสหวาน ได้แก่ อ้อย ต้นข้าวฟ่างหวาน ลิ้นจี่ ลำไย สับปะรด และกากน้ำตาล (Molasses)  เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ได้พยายามนำวัสดุเหลือทิ้งและเหลือใช้ (wastes and residues)  จากอุตสาหกรรมเกษตร เช่น เซลลูโลส และเฮมิเซลลูโลส  ซึ่งเป็นชิ้นส่วนองค์ประกอบของพืช เช่น ต้น ก้านใบ ได้แก่ เศษไม้จากโรงเลื่อย ขี้เลื่อย แกลบ  ซังข้าวโพด มาผลิตเอทานอล  ตารางเปรียบเทียบปริมาณเอทานอลที่ได้จากวัตถุชนิดต่าง ๆ มีดังนี้
วัตถุดิบ                      95% เอทานอล[ลิตร ]
–            กากน้ำตาล 1 ตัน                       260
–            อ้อย 1 ตัน                                   70
–            หัวมันสด 1 ตัน                          180
–            ข้าวฟ่าง 1 ตัน                             70
–            ธัญพืช (ข้าว ข้าวโพด) 1 ตัน      375
–            น้ำมันมะพร้าว 1 ตัน                   83

ประโยชน์ของต้นอ้อย

 (D)

ประโยชน์ของต้นอ้อย
ต้นอ้อย … ใช้ควั่น ขบเคี้ยว หีบกินน้ำหวาน ใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่นอาหารช้าง ใช้ในงานพิธีกรรมตามประเพณี เช่น ยกขันหมาก ยกเสาเอกปลูกบ้าน ฯลฯ
น้ำอ้อย … ใช้รับประทาน ทำน้ำส้มสายชู ทำแอลกอฮอล์ ทำเหล้า ทำน้ำเชื่อม ซีรัพต่างๆ ผสมอาหารและยา และแน่นอน ใช้ผลิตเป็น น้ำตาลต่างๆ เช่นน้ำตาลทรายแดง น้ำตาลดิบ น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์
กากอ้อย … ใช้ทำเชื้อเพลิง ผลิตกระดาษต่างๆ กระดาษห่อของ กระดาษพิมพ์ กระดาษชำระ กล่องกระดาษ กระดาษอัด ทำฝ้า เพดาน เฟอร์นิเจอร์ ผสมกับอิฐก่อสร้าง ฯลฯ
กากน้ำตาล … ใช้ผลิตส่าเหล้า แป้งทำเหล้า ทำแอลกอฮอล์ ผลิตสุรา ผงชูรส ผลิตน้ำแข็งแห้ง ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ชนิดเหลว ยารักษาโรค และผสมกับกากอ้อย ทำอาหารสัตว์ ฯลฯ
กากขี้ตะกอนหม้อกรอง (จากกรรมวิธีการผลิตน้ำตาล) … ใช้ทำปุ๋ยต้นไม้ ทำแก๊สธรรมชาติ เพาะเห็ด
ขี้ผึ้งต้นอ้อย … ใช้ทำยาขัดรองเท้า

ประโยชน์ของชานอ้อย

ประโยชน์ของชานอ้อยในการผลิตสาร ซีเอ็มซี

ศรีไฉล ขุนท     อ้อย เป็นพืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญของประเทศไทย โดยเป็นวัตถุดิบหลัก ในอุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลทราย ชานอ้อยส่วนใหญ่ ได้ถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง สำหรับการต้มน้ำ และเดินเครื่องจักรตามโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ได้มีผู้คิดค้นหาวิธีนำชานอ้อย ไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น การผลิตเยื่อและกระดาษ อย่างไรก็ตามการใช้ชานอ้อย เป็นเชื้อเพลิงก็ยังจัดว่า เป็นการใช้ประโยชน์ที่ไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร และกระดาษที่ผลิตขึ้นจากชานอ้อย ก็ยังอยู่ในเกณฑ์คุณภาพต่ำ เนื่องจากกระบวนการเตรียมเยื่อ ได้ทำให้ความแข็งแรงของเส้นใยลดลงไปจากเดิม

    แนวทางหนึ่งของการวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์ จากชานอ้อยให้คุ้มค่าที่สุดก็คือ การมองในแง่ของแหล่งเซลลูโลส ซึ่งจากการวิจัยที่ผ่านมานั้น พบว่า ชานอ้อยเป็นวัตถุดิบที่น่าสนใจ สำหรับการผลิตเซลลูโลสคุณภาพสูง เนื่องจากมีราคาถูก และมีสมบัติทางเคมีที่ดี ปัจจุบันอุตสาหกรรมต่างๆ ได้นำเซลลูโลสไปใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการผลิตอนุพันธ์ของเซลลูโลส ซึ่งมีอยู่มากมายหลายชนิด และมีกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้คุณภาพของอนุพันธ์ ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัตถุดิบเป็นสำคัญ อนุพันธ์ชนิดหนึ่งของเซลลูโลส ที่มีการใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวาง ในปัจจุบันก็คือ คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส หรือที่เรียกกันว่า ซีเอ็มซี (carboxymethylcellulose, CMC) ซึ่งจัดเป็นโพลิเมอร์ที่ละลายน้ำได้ วิธีการสังเคราะห์ซีเอ็มซีทำได ้โดยการนำเซลลูโลส มาทำปฏิกิริยากับ โซเดียมไฮดรอกไซด์ และกรดโมโนคลอโรแอซีติก ผลิตภัณฑ์ซีเอ็มซีที่สังเคราะห์ ได้จากชานอ้อยมีสมบัติคือ เป็นสารที่เพิ่มความหนืด และช่วยในการยึดเกาะ ละลายได้ในน้ำ ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ ไม่เปลี่ยนแปลงความหนืด เมื่อทิ้งไว้นานๆ ทำหน้าที่เป็นตัวคงสภาพ สารแขวนลอยและสารยึดเกาะ ให้ฟิล์มที่ใสและแข็งแรง ไม่ละลายในน้ำมัน ไขมันและสารอินทรีย์ มีความคงทนต่อสารเคมี และเชื้อจุลินทรีย์สูงกว่าสารธรรมชาติ ไม่เปลี่ยนแปลงสมบัติแม้เก็บไว้เป็นเวลานาน และเป็นสารที่มีแคลอรีต่ำ

    ปัจจุบันพบว่ามีการนำซีเอ็มซีไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ดังนี้ อุตสาหกรรมผงซักฟอก อาหาร การขุดเจาะ, สิ่งทอ กระดาษ ยาและเวชภัณฑ์ สีทา เซรามิก กาว และมีแนวโน้มที่จะขยายตัว ในด้านอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่ม ที่มีแคลอรีต่ำเพื่อการลดน้ำหนัก นอกจากนี้ยังนำซีเอ็มซีไปใช้ ในอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก เช่น อุตสาหกรรมไม้อัด ซีเมนต์ ลวดเชื่อมไฟฟ้า ดินสอ วัตถุระเบิด บุหรี่ หนัง ยาง เครื่องสำอางค์ ของใช้ประจำบ้าน ได้แก่ ยาสีฟัน โฟมล้างหน้า โลชั่นและอื่น ๆ ซึ่งควรจะมีการศึกษาต่อไป

 

การซื้ออ้อย

การซื้อตามน้ำหนัก

           ก. การซื้อตามน้ำหนัก  วิธีนี้กำหนดราคาตายตัวตามน้ำหนักซึ่งคิดเป็นตัน ส่วนราคาจะเป็นเท่าใดนั้นก็แล้วแต่จะตกลงกันเป็นปีๆ ไป ระหว่างชาวไร่และโรงงานโดยมีรัฐบาลเป็นตัวกลางหรือเป็นผู้ชี้ขาด  ในรอบ ๓ ปีที่ผ่านมาได้ตกลงราคาตันละ ๓๐๐ บาท  วิธีนี้นับว่าสะดวกดี แต่ไม่เป็นธรรม ตามทฤษฎีการซื้อขายวิธีนี้ไม่ว่าอ้อยจะมีคุณภาพหรือความหวานเท่าใดก็จะต้องได้ราคาเท่ากัน  แต่ในทางปฏิบัติชาวไร่มักจะถูกโรงงานบางโรงตัดราคาอ้อยถึงตันละ ๑๐-๒๐ บาท  โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนแต่อย่างใด  สาเหตุที่โรงงานมักจะยกเป็นข้ออ้างในการตัดราคาอ้อยมีหลายประการ  เช่น  อ้อยอ่อน  อ้อยยอดยาว  อ้อยสกปรก  อ้อยไหม้ไฟหรืออ้อยค้างหลายวัน เป็นต้น  การซื้อขายวิธีนี้ชาวไร่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ  เพราะอ้อยที่โรงงานถือว่ามีคุณภาพต่ำจะถูกตัดราคา แต่มิได้เพิ่มราคาให้สำหรับอ้อยที่มีคุณภาพสูง  โรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทย ๓๘ โรงในจำนวน ๔๓  โรงที่เปิดทำการในปี  ๒๕๒๐-๒๑ซื้ออ้อยโดยวิธีนี้  แต่ก็เป็นที่น่ายินดีว่าทางราชการมีโครงการที่จะเปลี่ยนจากการซื้อตามน้ำหนักไปเป็นการซื้อตามคุณภาพทั้งประเทศภายในเร็วๆ นี้ [กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ซื้อตามคุณภาพ

          ข. ซื้อตามคุณภาพ    การซื้อขายอ้อยถ้าจะกล่าวให้ตรงกับความเป็นจริงก็คือ   การซื้อขายน้ำตาลที่มีอยู่ในอ้อยนั้นนั่นเอง  ดังนั้นอ้อยที่มีน้ำตาลมากกว่าก็ควรจะได้ราคาสูงกว่า ในทางกลับกันอ้อยที่มีน้ำตาลน้อยว่าก็ควรจะได้ราคาต่ำกว่า   ดังนี้เป็นต้น   จึงนับว่าวิธีการซื้อตามคุณภาพเป็นธรรมทั้งแก่ชาวไร่และโรงงาน           ในฤดูหีบปี  พ.ศ. ๒๕๒๐-๒๑ จากโรงงานที่เปิดทำการทั้งหมด ๔๓ โรงมีเพียง ๕ โรงเท่านั้นที่ซื้ออ้อยตามคุณภาพ ในจำนวนนี้เป็นของรัฐวิสาหกิจเสีย  ๔ โรง  คือ โรงงานน้ำตาลไทยลำปาง  โรงงานน้ำตาลไทยอุตรดิตถ์  โรงงานน้ำตาลสุพรรณบุรีและโรงงงานน้ำตาลชลบุรี  ส่วนอีกโรงหนึ่ง คือ โรงงานน้ำตาลมหาคุณ  ซึ่งเป็นของเอกชนตั้งอยู่ที่จังหวัดสิงห์บุรี           การซื้ออ้อยตามคุณภาพโดยทั่วไปมีหลายระบบ  แต่ประเทศไทยใช้ระบบ ซีซีเอส (C.C.S.)ซึ่งเป็นระบบของประเทศออสเตรเลีย ซีซีเอส ย่อมาจากคำเต็มว่า  Commercial Cane Sugar หมายถึง “ปริมาณของน้ำตาลซูโครสที่มีอยู่ในอ้อยจำนวนหนึ่ง ซึ่งสามารถสกัดออกมาได้ในรูปของน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์  โดยโรงงานที่มีมาตรฐานสมมุติซึ่งสูงมาก” ดังนั้น  ซีซีเอส  จึงเป็นค่า  “ตามทฤษฎี”  เท่านั้นทั้งนี้เพราะไม่สามารถที่จะหาโรงงานที่มีประสิทธิภาพร้อยละ ๑๐๐ ได้นั่นเอง เพื่อให้เข้าใจง่าย  ซีซีเอส หมายถึงค่าร้อยละของน้ำตาลซูโครส  ที่ผลิตได้จากอ้อยจำนวนหนึ่งเช่นอ้อยที่มี ซี ซี เอส ๑๐ หนัก ๑ ตัน (๑,๐๐๐ กิโลกรัม)  จะสามารถให้น้ำตาลซูโครสได้สูงสุด  ๑๐๐ กิโลกรัม ในทำนองเดียวกันอ้อยที่มี  ซีซีเอส  ๙และ  ๑๑ หนัก ๑ ตันเท่ากัน จะให้น้ำตาลซูโครสสูงสุด ๙๐ และ ๑๑๐ กิโลกรัม ตามลำดับ ในการหาค่า  ซีซีเอส นั้น  จะต้องทราบค่า วิเคราะห์ทางคุณภาพ  ๓ อย่างของอ้อย คือ          ๑.  ค่าบริกซ์ *๑(Brix) ในน้ำอ้อยจากลูกหีบแรก          ๒. ค่าโพล *๒(Pol) ในน้ำอ้อยจากลูกหีบแรก          ๓. ค่าร้อยละของชานอ้อยหรือไฟเบอร์(Fiber) ในอ้อยนั้น
จากนั้น ก็นำค่าที่ได้มาคำนวณหา ซีซีเอสต่อไปตามลำดับดังนี้          ก. หาค่าบริกซ์ในอ้อยจากการวิเคราะห์ทางคุณภาพอ้อย  ตามข้อ (๑) นั้นได้ค่าบริกซ์ในน้ำอ้อย  ซึ่งจะต้องเปลี่ยนเป็นค่าบริกซ์ในอ้อย จากสูตร                    ข. หาค่าโพลในอ้อยค่าโพลที่ได้จากการวิเคราะห์คุณภาพอ้อยเป็นค่าโพลในน้ำอ้อย  ต้องเปลี่ยนเป็น ค่าโพลในอ้อย จากสูตร            โพลในอ้อย = โพลในน้ำอ้อย x ๑๐๐-(ไฟเบอร์+๕)                                                                 ๑๐๐
ค. หาค่าสิ่งเจือปนในอ้อย จากสูตรสิ่งเจือปนในอ้อย = บริกซ์ในอ้อย – โพลในอ้อย          ง. หาค่า ซีซีเอส จากสูตร           หรืออาจจะใช้ค่าที่ได้จากการวิเคราะห์ทาง คุณภาพของอ้อยตามที่กล่าวข้างบนมาคำนวณ ซีซีเอส โดยตรง จากสูตร                     การซื้ออ้อยตาม ซีซีเอส นี้ ราคาต่อตันของอ้อยจะผันแปรไปตามค่า ซีซีเอส  ของอ้อยโดยทั่วไป  โรงงานกำหนด  ซีซีเอส  ๑๐ เป็นมาตรฐาน ส่วนราคานั้นเป็นไปตามความตกลงที่ได้กล่าวแล้วในเรื่องการซื้ออ้อยตามน้ำหนัก  เช่น ถ้าตกลงราคาอ้อยตันละ ๓๐๐ บาท โรงงานจะจ่ายราคาอ้อยที่มี  ซีซีเอส ๑๐ ตันละ ๓๐๐ บาท เท่ากับที่ซื้อตามน้ำหนัก และเมื่อ ซีซีเอส เพิ่มขึ้นหรือลดลง  ราคาต่อตันของอ้อยก็จะเพิ่มขึ้นหรื้อลดลงตามส่วน การกำหนดราคาแต่ละหน่วยของ ซีซีเอส ที่สูงหรือต่ำกว่มาตรฐานนั้น ทางโรงงานเป็นผู้กำหนด เท่าที่ปรากฏเมื่อ ซีซีเอส สูงหรือต่ำกว่ามาตรฐาน ๑ หน่วยเช่น ซีซีเอส ๑๑ หรือ ๙ ราคาอ้อยก็จะสูงขึ้นหรือต่ำลงตันละ ๑๐-๒๐ บาท ดังนี้เป็นต้น

รถสำหรับตัดอ้อย

 

 

 

 

 

 

 

รายละเอียด :

รถตัดอ้อยเป็นเครื่องมือเก็บเกี่ยวอ้อยซึ่งใช้ในช่วงฤดูกาล         เก็บเกี่ยวอ้อย เข้าสู่โรงงานน้ำตาล โดยรถตัดอ้อยรุ่นนี้ เป็นรถตัดอ้อยแบบล้อยาง และเป็นชนิดตัดอ้อยเป็นท่อน ซึ่งเป็นชนิดที่นิยมใช้มากในประเทศไทย เนื่องจาก ลดความยุ่งยากในการจัดการการบรรทุกขนส่ง

ประโยชน์ :

ใช้ในการตัดอ้อยแบบอ้อยท่อน พร้อมทั้งมีตัดตัวยอด         และหางสะพานลำเลียงอ้อยขึ้นสู่รถตระกร้า หรือ         รถบรรทุกทันที ช่วยทดแทนแรงงานคน และ         ลดความยุ่งย่างในการจัดการกับแรงงานคน         ซึ่งช่วยให้สามารถกำหนดเป้าหมาย         และวางแผนการตัดอ้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการใช้งาน :
  • ใช้งานร่วมกับรถบรรทุก หรือรถตระกร้า โดยเวลาเปิดหัวแปลง         หรือการตัดใน 4 แถวแรก จะต้องตัดโดยให้รถบรรทุกตามหลัง         และรถตัดอ้อยโยกหางสะพานไว้ท้ายรถ เพื่อให้อ้อยลงพอดีกับ         รถบรรทุก
  • แถวต่อ ๆ ไปให้รองอ้อยจากหางสะพานโดยให้รถบรรทุก         ขับขนานไปกับรถตัดอ้อย
ความสามารถในการทำงาน :

ตัดอ้อยประมาณ 100 – 300 ตันต่อวัน

อัตราการสิ้นเปลือง :

ใช้น้ำมัน 1.5 – 2 ลิตรต่อไร่ / แรงงาน 1 – 2 คน

การบำรุงรักษา :
  • หลังการใช้งาน ทำการตรวจเช็คสภาพโดยรวมของรถ
  • สลับหรือเปลี่ยนลูกปืนเฟืองเกียร์
  • ตรวจสอบสภาพของโรลเลอร์ลำเลียง และอุปกรณ์ที่สึกหรอ
  • รวมทั้งเปลี่ยนถ่ายกรองน้ำมัน อัดจาระบี
  • หยอดน้ำมันหล่อลื่นตามจุดข้อต่อต่างๆ

การเก็บเกี่ยวและการขนส่งอ้อย

การเก็บเกี่ยวและการขนส่งอ้อย โดย นายเกษม สุขสถาน

          กำหนดเวลาเก็บเกี่ยวอ้อยขึ้นอยู่กับเวลาเปิดหีบของโรงงาน  ซึ่งทางราชการเป็นผู้กำหนดเป็นรายปี  เท่าที่ผ่านมากำหนดให้เปิดหีบได้ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน เป็นต้นไป แต่โรงงานส่วนมากมักจะเปิดหีบในราวปลายเดือนพฤศจิกายน ถึงกลางเดือนธันวาคม ดังนั้นเวลาเก็บเกี่ยวอ้อยจึงผันแปรไปตามเวลาเปิดหีบของโรงงานด้วย  ก่อนกำหนดเปิดหีบโรงงานบางโรง  โดยเฉพาะที่ซื้ออ้อยตามคุณภาพจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจคุณภาพอ้อยเป็นระยะๆ ตรวจด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า แฮนด์รีแฟรกโตมิเตอร์ (hand refractometer) วัดความหวานของอ้อยโดยตรงในไร่ หรือบางทีก็เก็บตัวอย่างเข้ามาวิเคราะห์ความหวานที่โรงงานน้ำตาล  เมื่อเห็นว่าอ้อยนั้นมีความหวานพอก็จะสั่งให้ตัดตามกำหนด การตรวจวัดความหวานและการตัดจะเริ่มต้นจากอ้อยตอก่อนอายุเก็บเกี่ยวของอ้อยตอประมาณ  ๙-๑๒ เดือนส่วนของอ้อยปลูกประมาณ ๑๒-๑๔ เดือน           การเก็บเกี่ยวอ้อยส่วนใหญ่ใช้คนตัด  โดยทั่วไปเก็บเกี่ยวโดยไม่เผานอกจากจำเป็นเช่นมีโรคหรือแมลงระบาดหรือต้องการให้ทำงานได้เร็วขึ้น เพราะอ้อยเผาเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าอ้อยที่ไม่เผา  การตัดเริ่มด้วยการใช้มีดริดใบออก  ตัดลำต้นชิดดินแล้วตัดยอดอ่อนทิ้งไป นำอ้อยที่ได้มัดรวมกันมัดละ ๘-๑๕ ลำ  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนักของอ้อยที่จะบรรทุกได้สะดวก วางมัดอ้อยเป็นแถวๆ เพื่อสะดวกในการบรรทุก หลังจากนั้นจึงใช้รถบรรทุก ๑๐ ล้อเข้าไปบรรทุกในไร่เพื่อส่งเข้าโรงงานต่อไปโดยเฉลี่ยคนงานคนหนึ่งตัดอ้อยได้วันละ (๘ ชั่วโมง) ๑ ตัน           ในกรณีที่เก็บเกี่ยวด้วยรถตัดอ้อย  ส่วนมากจะมีการเผาก่อน  แล้วใช้รถเข้าไปตัดยอดและลำต้นติดพื้นดิน   จากนั้นต้นอ้อยก็จะถูกตัดออกเป็นท่อนท่อนละประมาณ  ๓๐ เซนติเมตร ท่อนอ้อยจะถูกส่งไปตามสายพานซึ่งมีกะพ้อ  ผ่านพัดลมซึ่งจะแยกสิ่งสกปรกออกก่อนที่จะถูกพ่นลงในรถบรรทุกซึ่งวิ่งเคียงคู่กัน  เมื่อบรรทุกเต็มคันรถก็จะมีคันใหม่มาแทนเรื่อยไป รถตัดอ้อยตัดได้วันละประมาณ ๓๐ ไร่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของอ้อยและสภาพไร่  ข้อเสียของเครื่องตัดอ้อยชนิดนี้ก็คือต้องเผาอ้อยก่อนตัดทำให้อ้อยเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าอ้อยสด  ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเครื่องตัดอ้อยสด ซึ่งคาดว่าคงจะมีใช้ในประเทศเราในไม่ช้า

การเก็บเกี่ยวอ้อยด้วยแรงคน

การเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องจักรชนิดตัดเป็นท่อนๆ

การเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยวอ้อย

การเก็บเกี่ยวอ้อยถือว่าเป็นขั้นตอนสำคัญอันหนึ่ง ถึงแม้ว่าผลผลิตอ้อยที่ได้จะมีทั้งปริมาณและคุณภาพสูง แต่ถ้าเก็บเกี่ยวและขนส่งเข้าโรงงานในเวลาที่ไม่เหมาะสมก็จะทำให้เกิดผลเสียหายได้เช่นเดียวกัน ความไม่เหมาะสมของเวลานี้อาจเกิดจาก การเก็บเกี่ยวอ้อยเร็วหรือช้าเกินไป อ้อยบางพันธุ์ให้ผลผลิตและความหวานสูงในช่วงต้นฤดูหีบก็จำเป็นต้องเก็บเกี่ยวตอนต้นฤดูหีบ หากเก็บเกี่ยวปลายฤดูหีบผลผลิตและความหวานอาจจะลดลง เนื่องจากปัญหาอ้อยออกดอก หรืออ้อยบางพันธุ์จะให้ผลผลิตและความหวานสูงเมื่ออายุเกิน 12 เดือน ก็จำเป็นต้องเก็บเกี่ยวไปตามนั้น ดังนั้นในเรื่องของการวางแผนก่อนการปลูกอ้อยจะมีผลต่อเนื่องกันมาจนถึงระยะเก็บเกี่ยว ก่อนเก็บเกี่ยวไม่ควรเผาอ้อยก่อนตัด ซึ่งนอกจากจะสูญเสียอินทรีย์วัตถุในดินแล้ว หากปล่อยอ้อยค้างอยู่ในแปลงนานจะทำให้คุณภาพอ้อยลดลงรวดเร็วกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอ้อยที่ไม่ได้ถูกไฟเผา การเก็บเกี่ยวของเกษตรกรโดยทั่วไปยังใช้แรงงานคน ดังนั้นในทางปฏิบัติจึงควรเก็บเกี่ยวเฉพาะอ้อยสุกแก่เต็มที่ โดยริดใบออกแล้วตัดลำต้นชิดดินด้วยมีด ตัดยอดอ้อยตรงส่วนที่เรียกว่า “จุดเปราะ” โดยการโน้มใบที่ยอด การตัดอ้อยที่จุดนี้จะได้อ้อยที่มีน้ำหนักและคุณภาพดี อ้อยที่ตัดได้ควรวางลำต้นขวางตามแนวร่องให้เป็นระเบียบ เพื่อสะดวกในการนำรถเข้าบรรทุกและขนอ้อยขึ้นรถ หลังจากนั้นต้องรีบขนอ้อยที่ตัดแล้วส่งโรงงานโดยเร็ว การที่อ้อยค้างอยู่ในแปลงนานจะทำให้สูญเสียน้ำหนักและคุณภาพเสื่อมลงตามระยะเวลา

การดูแลรักษา

การดูแลรักษา

อ้อยมีระยะการเจริญเติบโต 4 ระยะ คือ

1. ระยะงอก เริ่มปลูก 1.5 เดือน ( 3-6 สัปดาห์) อ้อยใช้อาหารจากท่อนพันธุ์และความชื้นในดินปุ๋ยรองพื้นช่วยให้รากแข็งแรง

2. ระยะแตกหน่อ อ้อยอายุ 1.5  – 3 เดือน ต้องการน้ำและปุ๋ยไนโตรเจนมาก เพื่อช่วยให้แตกกอและหน่อเติบโต

3. ระยะย่างปล้อง อ้อยอายุ 4-5 เดือน ระยะที่กำหนดขนาดและน้ำหนักของลำอ้อยเป็นช่วงที่อ้อยเจริญเติบโตเร็วที่สุด จึงต้องการปัจจัยต่างๆ เพื่อการเจริญเติบโตทั้งแสงแดด อุณหภูมิ น้ำและปุ๋ย

4. ระยะสุกแก่ เมื่ออ้อยอายุ 8 เดือน – เก็บเกี่ยวจะเป็นระยะสมน้ำตาลไม่ควรใส่ปุ๋ย

การใส่ปุ๋ย

การใส่ปุ๋ยถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งควรจะใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ที่ช่วยปรับสภาพทางกายภาพของดินร่วมกับปุ๋ยเคมี ปุ๋ยเคมีที่ใส่ควรมีธาตุอาหารครบทั้ง 3 ชนิด คือ เอ็น – พี – เค ( N,P,K ) เช่น ปุ๋ยสูตร15-15-15 , 13-13-21 เป็นต้น

ควรใส่ปุ๋ยเคมีหลังปลูก หรือหลังแต่งตออ้อย 2 ครั้ง

  • ดินร่วนปนทราย ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 รองก้นร่องพร้อมปลูกหลังแต่งตอ 1 เดือน อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่สองเมื่ออายุ 2-3 เดือน อัตรา 60 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าเป็นอ้อยตอหลังตัดแต่งตอให้เพิ่มปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 10-15 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร
  • ดินร่วน หรือดินร่วนเหนียว ให้ปุ๋ยสูตร 16-8-8 หลังปลูกหรือหลังแต่งตอ 1 เดือน อัตรา 35 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่สองเมื่ออายุ 2-3 เดือน อัตรา 40 กิโลกรัมต่อไร อ้อยปลูกและอ้อยตอที่ปลูกในเขตชลประทานเมื่ออ้อยอายุ 2-3 เดือน ให้เพิ่มปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 15 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่

การให้ปุ๋ยทุกครั้ง ทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอควรให้ขณะดินมีความชื้นโดยโรยข้างแถวอ้อยห่างประมาณ 10 เซนติเมตร และต้องฝังกลบปุ๋ย ยกเว้นการให้ปุ๋ยรองก้นร่อง

การให้น้ำ

สำหรับในแหล่งปลูกที่มีน้ำชลประทานหรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติ

  • ควรให้น้ำตามร่องทันทีหลังปลูก โดยไม่ต้องระบายออก กรณีที่ไม่สามารถปรับพื้นที่ให้มีความลาดเอียงได้ ควรให้น้ำแบบพ่นฝอย
  • ต้องไม่ให้อ้อยขาดน้ำติดต่อกันนานกว่า 20 วัน เป็นระยะการสะสมน้ำตาล
  • งดให้น้ำก่อนเก็บเกี่ยว 2 เดือน ถ้าฝนตกหนักต้องระบายน้ำออกทันที

ให้น้ำทันทีหลังตัดแต่งตออ้อย

การกำจัดวัชพืช

การกำจัดวัชพืชเป็นสิ่งจำเป็นในช่วง 3-4 เดือนแรก ถ้าวัชพืชมากจะทำให้ผลผลิตอ้อยลดลง การกำจัดวัชพืชอาจใช้แรงงานคน แรงงานสัตว์ หรือเครื่องทุ่นแรง เช่น จอบหมุน

คราดสปริง รวมถึงการใช้สารเคมี ซึ่งสารเคมีที่ใช้กำจัดวัชพืชแบ่งเป็น 3 พวก ได้แก่

  1. ยาคุมหญ้า ใช้เมื่อปลูกอ้อยใหม่ๆ หญ้ายังไม่งอก ยาที่ใช้ได้แก่อาทราซีน อามีทรีน และเมทบูซีน ใช้ในอัตราที่แนะนำข้างขวด
  2. ยาฆ่าและคุมหญ้า ใช้เมื่ออ้อยงอกแล้ว และหญ้าอายุไม่เกิน 5 สัปดาห์ ได้แก่ อามีทรีน อามีทรีนผสมอาทราซีน เมทริบูซีนผสมกับ 2 , 4-ดี ในอัตราที่แนะนำข้างขวด
  3. ยาฆ่าหญ้า ให้เมื่ออ้อยงอกแล้ว และหญ้าโต อายุมากกว่า 6 สัปดาห์ ได้แก่ พาราควอท ? ลิตร ดินประสิว 1 ขีด เกลือแกง 1 ขีด และผงซักฟอก 1 ขีด

วิธีการผสม คือ ละลายเกลือแกงและดินประสิวในน้ำ 10 ลิตร และละลายผงซักฟอกในน้ำ 5 ลิตร คนให้ผงซักฟอกละลายให้หมด นำสารละลายทั้งสองมาผสมให้เข้ากันแล้วเติมพาราควอท คนให้เข้ากันแล้วจึงเติมน้ำอีก 85 ลิตร คนให้เข้ากัน (รวม 100 ลิตร ฉีด ได้ 1 ไร่) ซึ่งยาชนิดนี้ใช้ฆ่าได้เฉพาะลูกหญ้า)

ข้อควรระวัง

ยานี้อันตรายต่ออ้อย เวลาฉีดต้องระวังอย่างให้ละอองยาถูกโคนอ้อย

ในการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช เกษตรกรจะต้องรู้จักวิธีใช้ให้ถูกต้องจึงจะทำให้การใช้สารนั้นเกิดประสิทธิภาพในการคุมและฆ่าวัชพืชได้ อัตราที่ใช้ต้องตรงกับคำแนะนำ ฉีดขณะที่ดินชื้นหัวฉีดควรเป็นรูปพัด ควรมีการทดลองฉีดน้ำเปล่าก่อนเพื่อหาปริมาณของยาที่ต้องใช้ จะทำให้การใช้ตัวยาหรือปริมาณยาเป็นไปตามคำแนะนำ

นอกจากการควบคุมวัชพืชในขณะที่อ้อยยังเล็กอยู่ในระยะ 1-4 เดือนแล้ว เกษตรกรสามารถใช้พื้นที่ระหว่างแถวอ้อย (1.3-1.5 เมตร) ปลูกพืชอายุสั้น เช่น ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ได้ด้วย